ตำแหน่งของคุณ Home ราชสำนัก

“ยุบ”หรือ“ยึด”?

การเดินสายลงพื้นที่ชนิดถี่ยิบ ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตลอดห้วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะเป็นการปฏิบัติภารกิจตามปกติในฐานะ “ผู้นำรัฐบาล” แต่ในมิติทางการเมืองแล้ว ได้ถูกตีความและตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการส่งสัญญาณว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ ! หากนำกำหนดการลงพื้นที่ ของพล.อ.ประยุทธ์ มาพลิกดูย้อนหลัง ยิ่งพบว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการเดินสายที่ต่อเนื่อง หากแต่ยังเลือกไปในพื้นที่ “ฐานเสียง” ของรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ ขั้วที่เป็นเสมือน “กองหนุน” ให้กับนายกฯแทบทั้งสิ้น 15 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางไปตรวจราชการที่จ.ชัยนาท เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยา ที่อ.สรรพยา ซึ่งชัยนาท เป็นพื้นที่ของ “อนุชา นาคาศัย” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มสามมิตร17 กันยายน นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ ฯ ในโครงการแฟคเตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ ที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมืองชลฯ นั้นเป็นพื้นที่ฐานเสียงของ “อิทธิพล คุณปลื้ม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และมี “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และก่อนหน้านี้ 12กันยายน นายกฯยกคณะไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่จ.สมุทรปราการ พื้นที่ฐานเสียงของกลุ่มปากน้ำ ล่าสุด 22 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ ยกคณะไปพบปะพี่น้องประชาชนที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีผู้คนมาให้การต้อนรับ การขยับเปิดเกมบุก รุกเข้าพื้นที่ พบปะประชาชน ของพล.อ.ประยุทธ์ ย่อมอยู่ในสายตาและความสนใจจากสังคมไปจนถึง “เซียนการเมือง” ว่าวันนี้ นายกฯ พร้อมที่จะตัดสินใจยุบสภาฯ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ แล้วอย่างนั้นหรือการจับจ้องจาก ส.ส.ในพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายค้านไปจนถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง จึงอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังช่วงชิงความได้เปรียบในฐานะรัฐบาล เร่งลงพื้นที่เพื่อทำคะแนนแซงหน้าพรรคอื่นๆอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ยังพบว่า บรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ “บิ๊ก” ของพรรคประชาธิปัตย์เอง ไม่ว่าจะเป็น “ชวน หลีกภัย” ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค หรือ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็เดินสายลงพื้นที่ในทุกสัปดาห์ ทั้งการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ไปจนถึงการตรวจเยี่ยมติดตามงานตามพื้นที่ต่างๆ ยิ่งตอกย้ำว่า เมื่อพรรครัฐบาลเริ่มขยับ แสดงว่าสัญญาณการเลือกตั้งใหม่ยิ่งแรงชัดมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามข้อสมมติฐานว่าด้วยการยุบสภาฯเพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ ยังเป็นเรื่องราวที่คาดการณ์เร็วเกินไป เพราะในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศแล้วว่าเขาจะเป็นรัฐบาลที่อยู่ครบเทอม และยังมีเวลาเหลืออีก 1ปีครึ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้น อย่าลืมว่านายกฯเคยย้ำมาแล้วว่า “เรื่องยุบสภาฯ ไม่มีอยู่ในสมอง” แท้จริงแล้วการเดินสายลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์ นั้นซ่อนนัยยะการต่อสู้ทางการเมืองเอาไว้อย่างน่าสนใจ !เพราะนี่คือการขยับหมาก รุกเข้าสู่กลางกระดาน แสดงพลังเพื่อให้ “ศัตรู” ที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐด้วยกันเองได้เห็นว่า บิ๊กตู่นั้นไม่เพียงแต่ จะไม่ยอมจำนน จากเกมโหวตคว่ำนายกฯ กลางสภาฯ ในศึกอภิปรายฯที่ผ่านมาอยู่ฝ่ายเดียว แต่จากนี้ไป การเริ่มต้น “ประลองกำลัง” กับ กลุ่มก๊วนการเมืองที่ประกาศตัวยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม อย่างชัดเจน การลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมาที่พบว่า “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยาและเลขาธิการพรรค ท้าทายพล.อ.ประยุทธ์ รอบใหม่ ด้วยการระดมส.ส.จากทั่วทุกภาค เว้นแต่ภาคใต้กว่า 50 คนให้มาร่วมคณะกับ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ซึ่งไปตรวจสถานการณ์น้ำที่จ.อยุธยา เป็นวันเดียวกันกับที่พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการลงพื้นที่จ.เพชรบุรี ซึ่งแน่นอนว่า “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน ประสานมือกับ “กลุ่มสามมิตร” ของสมศักดิ์ เทพสุทิน รมวงยุติธรรม ทำการระดมส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อมาต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์ ที่เพชรบุรี เช่นกัน แม้ทั้งบิ๊กป้อมและบิ๊กตู่ จะประสานเสียงตอบคำถามสื่อย้ำว่าไม่ใช่การวัดพลังหรืออะไร แต่เป็นเพราะสื่อไปเขียนกันเอาเองก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่คือ ปฐมบทที่พล.อ.ประยุทธ์ จะรุกเอาคืนจากร.อ.ธรรมนัสและผู้ที่เป็นกองหนุนอยู่เบื้องหลัง เท่านั้น แม้วันนี้บิ๊กป้อม จะยังให้ร.อ.ธรรมนัส ทำงานที่พรรคพลังประชารัฐต่อไป และไม่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง อีกทั้งยังแต่งตั้ง “บิ๊กน้อย” พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มานั่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค นัยว่า เพิ่มแนวร่วมให้กับร.อ.ธรรมนัสอีกทางหนึ่งก็ตาม เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ คาดหวังที่จะได้กลับมานั่งในเก้าอี้นายกฯเป็นสมัยที่ 3 หลังการเลือกตั้งแล้ว นั่นหมายความว่า ตัวเขาเองจะต้องสามารถควบคุมพรรคพลังประชารัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่เช่นนั้นแล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า พรรคพลังประชารัฐ ที่ยังมีร.อ.ธรรมนัส เป็นเลขาฯพรรค และมีอิทธิพลในพรรคจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ ดังนั้นหมายความว่า ทุกการเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์ ที่เดินสายพบปะประชาชน ไปพร้อมๆกับการได้ใกล้ชิด ส.ส.ของพรรคจากนี้ไปจึงไม่ได้อยู่ที่เป้าหมายว่าจะมีการยุบสภาฯหรือไม่ เพราะในเมื่อวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ เองยังไม่สามารถ “ยึดพรรค” ดึงอำนาจออกจากมือของ “พี่ใหญ่” และร.อ.ธรรมนัส ที่เพิ่งแสดงพลังระดมส.ส.มาร่วมคณะของบิ๊กป้อม กว่า 50 ชีวิตที่จ.อยุธยาได้ แต่การยึดพรรคย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ราวพลิกฝ่ามือ เมื่อคนที่ท้าทายนายกฯ คือคนสนิทของ “พี่ใหญ่” ดังนั้นการแตกหัก ชนิดที่เรียกว่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า เหมือนเมื่อครั้งที่ตัดสินใจปลดร.อ.ธรรมนัส ออกจากรัฐมนตรี จึงอาจไม่ใช่คำตอบหรือทางออกที่ดีนัก อย่างไรก็ดี วันนี้หน้าตาของพรรคพลังประชารัฐ ใช่ว่าจะไม่เกิดปัญหา และนี่อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้เป็น “เงื่อนไข” กดดันให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างใด อย่างหนึ่งตามมา อย่าลืมว่า ข่าวการตั้งพรรคใหม่ ของ “2ป.” ทั้ง ป.ประยุทธ์ กับ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่มีชื่อ “ปลัดฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ สานสัมพันธ์กับส.ส.ต่างพรรค ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่ “ทางเลือก” หากที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ “ยึดพลังประชารัฐ” ไม่สำเร็จ และอย่าลืมว่า ในยุทธจักรการเมืองนี้ แม้ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นคนดัง ใจถึงพึ่งได้ ก็ใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไร้นักการเมือง ที่มากฝีมือและเหนือชั้นกว่ามาต่อกร แต่ที่แน่ๆ การ “ยุบสภาฯ” ยังมาไม่ถึง จนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะ “ยึดพรรค” ได้สำเร็จเสียก่อน !

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม