ตำแหน่งของคุณ Home ภูมิภาค

กองปราบปรามจับ"คริสเดอะสแกมเมอร์จอมโจรโคตรปลอมยุค4G"

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 ส.ค.64 ที่ กองบังคับการปราบปรามพลตำรวจตรี จิรภพ ภูริเดช รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพันตำรวจเอก วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการแถลงผลการจับกุม “คริส เดอะ สแกมเมอร์ จอมโจรโคตรปลอมยุค 4G” ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ต้องหารายนี้ คือ นางสาวสุนันทินี สาเกทอง และนางสาวรัชนี สกุลเอื้อ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งทั้งสองคนเป็นๆแม่ลูกกัน

หลังจากมีผู้เสียหายเป็นครอบครัวหนึ่งเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามว่า ลูกชายไปรู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นดาราชาวต่างชาติหน้าตาดีผ่านทางแอปหาคู่ โดยหญิงคนดังกล่าว ใช้ชื่อโปรไฟล์เฟสบุ๊ก ว่า “คริสตินน่า เซอเรนดิน่า ซีเลีย” โดยสร้างเรื่องราวว่า มีฐานะร่ำรวยเป็นนางแบบอยู่ต่างประเทศ มีความสนิทสนมกับข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการ อัยการ และทนายความชื่อดัง จนกระทั่งมีผู้ติดตามในออนไลน์กว่า 2 หมื่นคน

เมื่อตกลงคบหากับลูกชายของผู้เสียหายแล้ว ก็ได้ส่งคลิปและแชทวิดีโอคอลมาพูดคุย โดยใช้แอพพลิเคชั่นตัดต่อให้เหมือนกับพูดคุยกับหญิงสาวที่สร้างตัวตนขึ้นจริง ก่อนจะยุยงปลุกปั่นให้ครอบครัวแตกแยก โดยนำแชทปลอมและตัดต่อคลิปเสียงให้คนในครอบครัวเชื่อว่า ผู้เป็นพ่อมีชู้ คนในครอบครัวก็หลงเชื่อและไม่พูดคุยกัน จากนั้นผู้ต้องหาก็ออกอุบายว่า ผู้เป็นพ่อติดการพนันอย่างหนักและนำรถไปจำนำในตลาดมืดไม่สามารถไถ่ถอนคืนมาได้ โดยส่งภาพเอกสารหลักฐานปลอมที่ตัดต่อขึ้นมาให้หลงเชื่ออีก และโน้มน้าวว่าสามารถถ่ายถอนรถยนต์คันดังกล่าวออกมาได้ แต่ต้องเสียเงินให้กับผู้ต้องหาจำนวน 1 ล้าน 5 แสนกว่าบาท

ซึ่งผู้เสียหายเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเกินเลยไป อีกทั้งเงินเก็บไม่เหลือแล้ว จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามให้ช่วยตรวจสอบ

ตำรวจกองปราบปรามจึงลงพื้นที่ตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆนานกว่า 2 เดือน ตำรวจจึงค่อยๆแกะรอยไปจนพบว่าผู้ต้องหาหลบอยู่ภายในบ้านหลังหนึ่งในย่านภาษีเจริญ โดยจากการสอบถามชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงพบว่าคนร้ายแอบหลบอยู่ภายในบ้านนานกว่า 1 ปีโดยไม่ออกไปไหนแม้แต่ในช่วงกลางคืนก็จะปิดไฟเงียบเหมือนว่าไม่มีคนอยู่ภายในบ้าน

โดยการเข้าจับกุมในครั้งนี้ตำรวจสามารถยึดของกลางได้เป็นโทรศัพท์มือถือแท็บเล็ตที่ใช้ในการตัดต่อ คอมพิวเตอร์ สมุดบัญชีธนาคาร บัตร ATM และเอกสารต่างๆที่เชื่อว่าน่าจะใช้ในการประกอบการกระทำความผิด ก่อนนำตัวส่งดำเนินคดีที่สน. ภาษีเจริญ

ทั้งนี้ จากการสอบปากคำเพิ่มต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว ส่วนเงินที่ได้จะนำมาฟอกด้วยการสั่งซื้อของออนไลน์มาขายต่ออีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้จากการตรวจสอบในโปรไฟล์ที่สร้างตัวตนขึ้นพบว่ามีเหยื่อชาวไทยและชาวต่างชาติที่กำลังถูกหลอกด้วยขั้นตอนเดียวกันนี้อีกกว่า 100 ราย และมีบางคนที่ถูกหลอกใช้ให้ช่วยในการปลอมแปลงเอกสารหลักฐานและตัวตนที่อยู่ของคนร้าย

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม