ตำแหน่งของคุณ Home

หนุน“อินทรี”กางปีกป้อง“ไต้หวัน”

Photo : Getty Images

ถือเป็นอีกหนึ่งใน “พื้นที่อ่อนไหว” หรือ “เซนซิทีฟ แอเรีย (Sensitive Area)” ในย่านน่านน้ำท้องทะเลจีน อันกอปรด้วยทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

สำหรับ “ช่องแคบฟอร์โมซา” หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “ช่องแคบไต้หวัน” ท้องน้ำกั้นกลางระหว่าง “จีนแผ่นดินใหญ่” กับ “ไต้หวัน” คู่ปรปักษ์ระหว่างสองชาติจีนร่วมสายโลหิตชาวมังกร

โดยจีนทั้งสองชาติ เริ่มเป็นคู่ปรปักษ์ นับตั้งแต่ “นายพลเจียง ไคเช็ก” พาพลพรรคก๊กมินตั๋ง ระเห็จเผ่นพ้นจากจีนแผ่นดินใหญ่ ข้ามช่องแคบฟอร์โมซา สถาปนาประเทศใหม่บนเกาะไต้หวัน เมื่อปี 1949 (พ.ศ. 2492) หลังพ่ายแพ้ให้แก่ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ของ “ประธานเหมา เจ๋อตุง” ใน “สงครามกลางเมือง” ละเลงเลือดระหว่างชาวจีนด้วยกัน หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ

ที่ผ่านมา ไต้หวันได้รับการสนับสนุนเป็นประการต่างๆ จาก “สหรัฐอเมริกา” เจ้าของฉายา “พญาอินทรี” กระทั่งถึงยุคประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ อดีตผู้นำสหรัฐฯ เมื่อช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ก็ได้สะบั้นสัมพันธ์กับไต้หวัน กลับไปเปิดสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ สมัย “เติ้ง เสี่ยงผิง” ในปี 1979 (พ.ศ. 2522) พร้อมกับยอมรับ “นโยบายจีนเดียว” ก่อนที่สหรัฐฯ ในสมัยต่อๆ มา ได้หวนมาฟื้นความสัมพันธ์กับไต้หวัน หรือจีนไทเป อย่างกระชับแนบแน่นอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็ยังกล่าวย้ำถึงการยึด “นโยบายจีนเดียว” อยู่เสมอๆ ในการกระชับความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ผิดอะไรกับ “ปากว่าตาขยิบ” ตามสำนวนไทย

สร้างความขัดใจให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ มิใช่น้อย จากการที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการสนับสนุนส่งเสริมแก่ไต้หวันด้านต่างๆ ในลักษณะความสัมพันธ์ยอมรับสถานภาพความเป็นประเทศของไต้หวัน เช่นการให้การต้อนรับในการเดินทางมาเยือนระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงระหว่างกัน หรืออย่างในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องนับว่าหนักข้อที่สุดยุคหนึ่ง เพราะนอกจากที่เขาเคยขู่ว่า จะยกเลิกนโยบายจีนเดียว หากทางการปักกิ่ง ไม่ร่วมมือกับทางการวอชิงตัน รวมไปจนถึงเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในไต้หวัน กันเลยทีเดียว นั่นคือ “สถาบันอเมริกาในไต้หวัน” หรือ “เอไอที (AIT : American Institute in Taiwan)” ซึ่งก็คือ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำไต้หวัน ในกรุงไทเป อย่างเป็นพฤตินัย ที่มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2018 (พ.ศ. 2561)

นอกจากนี้ ก็ยังมีความสนับสนุนด้านการทหาร ที่สหรัฐฯ ส่งเสริมสารพัด เช่น ความร่วมมือระหว่างกองทัพ รวมไปถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้แก่ไต้หวัน

อย่างกรณีล่าสุดที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่จีนแผ่นดินใหญ่ ได้แก่ การจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรให้แก่ไต้หวันอย่างขนานใหญ่หลายสิบชุด เมื่อช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นอาทิ

ขณะเดียวกัน ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ได้มีปฏิกริยาเพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงข้างต้นเป็นประการต่างๆ เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบใกล้กับไต้หวัน โดยทางการจีนได้ระดมทั้งเรือรบ เครื่องบินรบชนิดต่างๆ มาแสดงแสนยานุภาพ เพื่อข่มขวัญไต้หวัน เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นต้น

ต่อข้อถามที่ว่า สุดท้ายแล้วความเกรี้ยวกราดโกรธาของพญามังกรจีน จะถึงขั้นกรีธาทัพบุกเข้าไปถล่มไต้หวันหรือไม่? ปรากฏว่า มีนายทหารระดับสูงแห่งกองทัพสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประเมินต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า อาจจะได้เห็นในช่วงทศวรรษนี้ หรือ 6 ปีข้างหน้า เพื่อจีนเร่งเดินหน้าพัฒนาแสนยานุภาพกองทัพ จนมีความพร้อมที่จะชิงความเป็นใหญ่ทางการทหารในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐฯ

ด้วยปฏิกริยาที่แสดงออกของจีน และการประเมินจากทางบิ๊กของกองทัพสหรัฐฯ ข้างต้น ก็ส่งผลให้บรรดาสำนักโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกันต่อกรณีที่อาจจะเกิดขึ้นดังกล่าว

อาทิ เช่น “สภาโลกาภิวัตน์แห่งชิคาโก” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน ปรากฏว่า ร้อยละ 52 ของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า สนับสนุนให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเข้าปกป้องไต้หวัน หากถูกจีนรุกรานบุกโจมตีเกาะ

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากการสำรวจของสภาโลกาภิวัตน์แห่งชิคาโก ที่เคยตั้งคำถามเดียวกันนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งในครั้งนั้นได้ตัวเลขสนับสนุนเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น

ในการสำรวจครั้งนี้ ยังพบด้วยว่า ชาวอเมริกันถึงร้อยละ 69 สนับสนุนให้สหรัฐฯ ยอมรับถึงความมีเอกราชของไต้หวัน ไม่ใช่ไต้หวันในฐานะมณฑลหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ ตามที่รัฐบาลปักกิ่ง ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ มักจะพร่ำกล่าวอ้างอยู่เนืองๆ ตาม “นโยบายจีนเดียว” หรือ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ตามที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนคนปัจจุบัน กล่าวถึงไต้หวัน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow