ตำแหน่งของคุณ Home กีฬา

สหรัฐฯทำสงครามกับอัฟกานิสถานคุ้มค่าหรือไม่?

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

เครื่องบินอเมริกันลำสุดท้ายได้บินพุ่งทะยานออกจากแผ่นดินอัฟกานิสถานแล้วเมื่อวันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2021 ตามที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เอ่ยปากให้สัญญาเอาไว้ว่า จะไม่มีการเลื่อนเวลาออกไป และสงครามในสนามรบแห่งนี้ปิดฉากยุติลงแล้ว

อย่างไรก็ตามยังคงมีคำถามอีกมากมายหลายข้อที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ อาทิเช่นชาวอัฟกันที่เคยยืนสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารอเมริกันหลายๆหมื่นคน ที่สหรัฐฯไม่สามารถอพยพพาพวกเขาหนีออกมาได้นั้น จะต้องเผชิญหน้ากับน้ำมืออันแสนโหดร้ายอำมหิตของกลุ่มตาลีบันอย่างไร? จะมีประเทศใดบ้างที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูอัฟกานิสถาน? ความสัมพันธ์ระหว่างตาลีบันกับสหรัฐฯจะเป็นอย่างไรในอนาคต? และคุ้มค่าหรือไม่ที่สหรัฐฯเข้าไปทำสงครามกับอัฟกานิสถาน?

การขีดเส้นตายเพื่อถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานตามดำริของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนว่า จะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2021 และถึงแม้ว่าเขาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก็ตาม แต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนก็ออกมายืนกรานว่า เขาตัดสินใจในการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิถานถูกต้องแล้ว เนื่องจากกลุ่มตาลีบันสามารถบุกยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานได้เป็นผลสำเร็จเร็วเกินความคาดหมาย แถมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2021ที่ผ่านมากลุ่มหัวรุนแรงที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มอิสลาม” (ไอเอส-โคราซาน IS-K) ซึ่งเป็นศัตรูของฝ่ายรัฐบาลแต่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มตาลีบัน ได้ออกมาทำการระเบิดพลีชีพที่สนามบินคาบูล โดยการก่อวินาศกรรมครั้งนี้มีผลทำให้ทหารและชาวอเมริกันต้องเสียชีวิต 13 คนและยังมีชาวอัฟกันเสียชีวิตอีก 170 คน เท่ากับเป็นการตอกย้ำและท้าทายกองกำลังกลุ่มตาลีบันว่า “ไม่มีความสามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังผันผวนในขณะนี้ได้”

สองเหตุการณ์นี้นับเป็นวิกฤตทางด้านการต่างประเทศครั้งใหญ่หลวงครั้งแรกที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะต้องจดจำไปอีกนานเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามโอกาสที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวคำปราศรัยเป็นเวลา 26 นาที เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2021 ณ ทำเนียบขาวต่อคนอเมริกันทั่วประเทศว่า “แม้ข้าพเจ้าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและถึงเวลาแล้วที่สงครามในอัฟกานิสถานจะต้องสิ้นสุดลงเสียที ”

อีกทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังได้เสริมต่อไปอีกว่า “ในสัปดาห์สุดท้ายของสงคราม สมควรเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกๆคนจะกล่าวคำชื่นชมและให้เครดิตแก่กองทัพสหรัฐฯและนักการทูต ที่พวกเขาสามารถนำชาวอเมริกันและพันธมิตรชาวอัฟกันมากกว่า 120,000 อพยพออกจากอัฟกานิสถาน”

และจากผลการหยั่งเสียงของสำนัก Pew Research ที่มิได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมนี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ 54% เห็นด้วยกับการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน โดยสมาชิกพรรรคเดโมแครตก็สนับสนุนและเห็นด้วยในการตัดสินใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มากถึง 70%

แต่ชาวอเมริกันถึง 46% คิดว่าขณะที่ตาลีบันกำลังควบคุมอัฟกานิสถาน เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลและน่าเป็นห่วงว่า พวกเขาจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา!!!

คราวนี้ลองหันมาดูความคิดเห็นของคนอเมริกันในเรื่องสงครามอัฟกานิสถานว่าสหรัฐฯได้รับผลประโยชน์อะไรและคุ้มค่าหรือไม่? โดย สำนักข่าวเอพีหยั่งเสียงในประเด็นนี้ว่า คนอเมริกันสองในสามคิดว่า สหรัฐฯไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากการทำสงครามอาฟกานิสถานและไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเลขาธิการสหประชาชาติ “นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส” ได้ออกมาเรียกร้องขอให้ประเทศต่างๆเข้าไปช่วยเหลืออัฟกานิสถาน โดยเขาได้ชี้ว่า “ขณะนี้เป็นช่วงมืดมนที่สุดของประชากรชาวอัฟกานิสถานทั้ง 18 ล้านคนที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านมนุษยธรรม และเพื่อความอยู่รอด”

แม้ว่าขณะนี้นักรบตาลีบันต่างกำลังมีความสุขและกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะของพวกเขากันอยู่ก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่าต่อไปในภายภาคหน้าพวกเขาจะต้องพบกับความท้าทายหลายๆด้าน ทั้งเรื่องการบริหารประเทศทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งประชากรชาวอัฟกันส่วนใหญ่ล้วนแต่มีฐานะยากจนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐแทบทั้งสิ้น!!!

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัฐบาลใหม่ของอัฟกานิสถานในอนาคตนั้น ต่อไปในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครสามารถหยั่งรู้และให้คำตอบได้เลย

ดังจะเห็นได้ในกรณีที่กรุงไซง่อนแตกเมื่อปี 1975 และกว่าสหรัฐฯจะสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับรัฐบาลใหม่ของเวียดนามได้ ก็ต้องใช้เวลานานถึง 20 ปีเลยทีเดียว ซึ่งปัญหาเช่นเดียวกันนี้อาจจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในยุคปัจจุบันและส่งต่อไปยังรัฐบาลที่จะรับช่วงต่ออีกด้วย เพราะขณะนี้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกากับอัฟกานิสถานขาดสะบั้นสิ้นสุดลงไปแล้ว

อนึ่งหากย้อนเวลากลับไปในอดีตสมัยของ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” โดยเมื่อปี 2008 ครั้งที่ประธานาธิบดีโอบามารับตำแหน่งเขาได้มอบหมายให้รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนเดินทางไปประเมินสถานการณ์ โดยโจ ไบเดนได้เพียรพยายามเสนอแนะและผลักดันให้ประธานาธิบดีโอบามาเปลี่ยนทิศทางใหม่ด้วยการลดกำลังทหารในอัฟกานิสถาน!!!

แต่ครั้งนั้นเนื่องจากประธานาธิบดีโอบามายังขาดประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ เขาจึงได้โอนอ่อนผ่อนไปตามคำแนะนำของ “รัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน” และ “รัฐมนตรีกลาโหมบิล เกตส์”นักการเมืองผู้กระหายสงครามที่เขาดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช โดยทั้งคู่ต่างก็เป่าหูให้เพิ่มกำลังทหาร โดยประธานาธิบดีโอบามาก็ยอมปฏิบัติตามแต่โดยดีด้วยการสั่งเพิ่มกำลังทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานอีก 3,000 คน ที่ครั้งครานั้นเขามองข้ามเห็นว่ารองประธานาธิบดีโจ ไบเดน อยู่นอกสายตา!!!

อีกทั้งตอนที่สหรัฐฯปลิดชีวิตบิน ลาเดนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2011 แทนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะฉกฉวยโอกาสนั้นหาทางยุติสงคราม แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะทั้งฮิลลารี คลินตันและรัฐมนตรีกลาโหมบิล เกตส์ ขัดขวางจนทำให้ประธานาธิบดีโอบามากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แพ้ทางสั่งเพิ่มกำลังทหารเข้าไปในสนามรบมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปลายเดือนพฤษาภคมปี 2014 ประธานาธิบดีโอบามาได้เริ่มเห็นด้วยกับรองประธานาธิบดีโจ ไบเดนถึงกับลดกำลังทหารอเมริกันลงเหลือ 32,000 คนและถึงเวลาแล้วที่สหรัฐอเมริกาต้องลดจำนวนทหารลงเรื่อยๆ

อนึ่งเงินสำรองของรัฐบาลอัฟกันจำนวน 9.4 พันล้านเหรียญที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯนำไปเก็บแช่แข็งไว้ในช่องฟรีซนั้น กลุ่มตาลีบันจะได้รับคืนมาใช้จ่ายเพื่อบริหารประเทศหรือไม่ยังคงเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้อยู่ในขณะนี้ และหากว่าสหรัฐฯเกิดอายัดเก็บเงินสำรองก้อนนี้เอาไว้ ก็ย่อมจะสร้างปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และด้านการอุปโภคบริโภค ด้านเชื้อเพลิง ต่อประชากรชาวอัฟกันมิใช่น้อย

ยี่สิบปีที่ผ่านมาในช่วงสงครามอัฟกานิสถานปรากฏว่าสหรัฐฯทุ่มเม็ดเงินลงไปกว่าหนึ่งล้านล้านเหรียญใช้ในการฝึกกองทัพแห่งชาติอัฟกัน แต่ไปไม่ถึงไหน มีผลทำให้สหรัฐฯรู้สึกผิดหวังและเบื่อหน่ายต่อความสามารถอันน้อยนิดของรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มีทั้งความอ่อนแอและมากด้วยทุจริต

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นจะเห็นได้อย่างค่อนข้างเด่นชัดว่าวิสัยทัศน์มองไปข้างหน้าอันกว้างไกลทางด้านต่างประเทศของประธานาธิบดีโจ ไบเดนทั้งในอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ต้องการจะถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานนั้น แต่เนื่องจากเขาโดนสกัดถูกขัดแข้งขัดขาจากทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตันและรัฐมนตรีกลาโหมบิล เกตส์ มาตลอดรวมทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศจอห์น แคร์รี ทำให้นโยบายของสหรัฐฯ เกิดผิดพลาดและส่งผลเสียหายมากมายมหาศาล ส่วนความคิดเห็นที่ฝังอยู่ในใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเกี่ยวกับนโยบายอัฟกานิสถานที่มีมานาน 13 ปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งได้มีโอกาสแสดงออก จนเป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า เขายึดเอาความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักใหญ่ ถือเป็นผู้นำที่น่าให้ความชื่นชมว่ากล้าหาญเด็ดเดี่ยว สามารถแก้ไขปัญหาในยามเกิดวิกฤติได้เป็นอย่างดี ไม่หวั่นไหว ไม่โลเล ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่มั่นคงละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม