ตำแหน่งของคุณ Home

สงครามบิตคอยน์

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

นอกจากสงครามชีวภาพอันทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว สงครามการค้าที่เกิดมาก่อนหน้านี้ก็ยังไม่จบสิ้น เพราะการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ยังคงไม่คืบหน้า

ยังมีปรากฏการณ์ที่ส่อเค้าว่าจะเป็นสงครามไซเบอร์เกิดขึ้นถี่มากขึ้น จนประธานาธิบดีไบเดน ต้องออกมาเตือนรัสเซียว่าอย่าล้ำเส้นมากนัก มิฉะนั้นจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง นั่นคืออาจจะเกิดสงครามไซเบอร์ได้

ขณะที่สงครามทางกายภาพก็มิได้ผ่อนคลายลง ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดจากการที่สหรัฐฯและนาโตทำการซ้อมรบกับยูเครนในทะเลดำ ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่ง เพราะมันคือประตูบ้านของรัสเซียทางทะเล

ในทะเลจีนตอนใต้ก็เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ ซึ่งสหรัฐฯหนุนฝ่ายหลัง เรื่องเขตการทำประมงที่เรือประมงฟิลิปปินส์ ถูกคุกคามโดยเรือติดอาวุธของจีน ทั้งที่บริเวณนั้นเป็นเขตที่จีนไปขีดเส้นเอง โดยไม่ได้รับการยินยอมจากประเทศที่รายรอบ ต่อมาก็เกิดเหตุที่จีนได้นำเอาปฏิกูลไปทิ้งในทะเลจีนใต้ จนสหรัฐฯต้องออกมาเตือน

เท่านั้นยังไม่พอจีนได้ขนอาวุธหนักไปประจำการที่ช่องแคบไต้หวัน ในขณะที่สหรัฐฯมีการเคลื่อนไหวของกองเรืออินโด-แปซิฟิก ในบริเวณนั้นและรองนายกฯญี่ปุ่นได้ออกมาให้ข่าวว่าการคุกคามไต้หวันจะถือเป็นการคุกคามญี่ปุ่นด้วย

ข้ามมาที่มหาสมุทรอินเดีย จีนเปิดฉากรุกด้วยการวางแผนขยายฐานทัพทางทะเลในนามเส้นทางสายไหม BRI นั่นคือ เล็งที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกที่แทนซาเนีย ฝั่งแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นจุดที่จะได้เปรียบในการสร้างแนวตอบโต้ จตุรมิตรอินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐฯ และฐานบินสหรัฐฯในเกาะดิเอโกการ์เซีย

นอกจากนี้จีนยังมีฐานที่ท่าเรือน้ำลึกของศรีลังกา และปากีสถาน จึงทำให้มหาสมุทรอินเดียกลายเป็นจุดตึงเครียดอีกแห่งหนึ่ง

รายงานจากข่าวกรองทางทหารพบว่า มีการเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของหลายชาติ แม้แต่เรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ อินเดีย ก็ดำริจะสร้างเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของตนเองอีกด้วย

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวทางทหาร จีนยังเริ่มสงครามการเงินในหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดแรงกดดันดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรัสเซียก็เทขายดอลลาร์ที่เป็นเงินทุนสำรองออกจนเกลี้ยง

ล่าสุดจีนจัดการระงับการทำเหมืองบิตคอยน์ในเมืองจีน เช่น แถบมณฑลอานฮุย ชิงไห่ เสฉวน และยูนนาน โดยอ้างว่าไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งนี้ปฏิกิริยาของจีนเกิดขึ้นภายหลังจากที่อีลอนมัสก์ ประกาศไม่รับชำระเงินบิตคอยน์ในเดือนพฤษภาคม ทำให้ค่าเงินบิตคอยน์ที่คาดว่าจะพุ่งขึ้น ร่วงลงมาอย่างแรง แต่ก็ดีดกลับไปบ้างหลังจีนสั่งปิดเหมืองในระยะต่อมา

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ Elon Musk ได้ประชุมออนไลน์กับ Jack Dorsey ซีอีโอทวิตเตอร์ และ Cathie Wood ซีอีโอของกองทุนป้องกันความเสี่ยง ARK และได้ประกาศว่า ส่วนตัวเขายังคงถือครอง Bitcoin และคริปโต อื่นๆ เช่น Ethereum และ Dogecoin อยู่ ตลอดจน Tesla และ Spacex ก็ยังคงถือบิตคอยน์และจะไม่มีวันเทขายเด็ดขาด และอาจกลับมารับชำระเงินด้วยบิตคอยน์ในไม่ช้า

ผลคือราคาของบิตคอยน์พุ่งสูงขึ้นเเตะ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อหน่วย และแกว่งตัวอยู่ในระดับใกล้ 40,000 ดอลลาร์

อนึ่งการที่จีนสั่งปิดเหมือง Bitcoin และห้ามซื้อขายคริปโตในเครือข่ายรัฐบาล โดยไม่ห้ามการซื้อขายภาคเอกชน ทำให้หลายบริษัทพากันย้ายไปตั้งเหมืองในประเทศอื่นๆที่มีพลังงานไม่แพงนัก

จากปรากฏการณ์นี้ นาย Mike Mcglone หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของ Bloomberg มองว่าจะเกิดผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

ทว่ายังมีนักวิเคราะห์ในสำนักอื่นมองว่าการยุติการขุดบิตคอยน์และห้ามซื้อขายบิตคอยน์กับภาครัฐบาลของจีน เป็นกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้บิตคอยน์มีมูลค่าสูงขึ้น และภาคเอกชนจีนก็นำเอาบิตคอยน์ ที่มีอยู่ในมือไปแลกเป็นดอลลาร์ และนำกลับไปแลกซื้อเทคโนโลยีสหรัฐฯ อันจะมีผลดีต่อการพัฒนาของจีนในอนาคต เพราะจีนเองก็มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่น้อยหน้าสหรัฐฯแล้ว เพียงแต่ต้องการเติมเต็มเทคโนโลยีบางอย่าง เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และการผลิตชิบ ซึ่งจีนถูกสหรัฐฯแบนอยู่

ดังนั้นเมื่อมองในภาพรวม การเดินหมากของทั้งรัฐบาลจีนและอีลอน มัสก์ ก็เป็นเกมเขย่าราคาบิตคอยน์ เพื่อเทขายเอากำไร โดยการปั่นราคาด้วยการให้ข่าว และการสร้างภาพ เพราะอีลอน มัสก์ ในที่สุดก็ออกมาประกาศว่ายังถือบิตคอยน์ และเงินคริปโตอื่นๆ ส่วนจีนก็ยังสนับสนุนภาคเอกชนให้มีการซื้อขายบิตคอยน์ โดยห้ามนำบิตคอยน์จากต่างประเทศเข้ามา เพื่อบีบให้ภาคเอกชนนำเอาบิตคอยน์ไปแลกเป็นสินค้าที่ประเทศมีความต้องการสูง หรือแลกเทคโนโลยี เช่น การผลิตชิป ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวว่าอเมซอนก็จะเปิดรับชำระด้วยบิตคอยน์ยิ่งทำให้ราคาบิทคอยน์มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก

อนึ่งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกของ Crypto Currency นั้นนอกจากบิตคอยน์แล้วยังมีเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายตัว แถมยังมีเงินดิจิทัลแบบที่เรียกว่า Stablecoins คือเงินดิจิทัลที่มีเงินสกุลหลักหรือทองคำหรือหลักทรัพย์หนุนหลังอย่างเช่น Libra ของ FB หรือ Binance เป็นต้น

อย่างไรก็ตามต้องไม่สับสนกับการที่หลายประเทศออกเงินดิจิทัลของตนออกมา เช่น หยวน บาท ดอลลาร์ เป็นต้น เพราะนั่นมันเป็นการออกมาแทนเงินกระดาษ แต่หลักเกณฑ์ในการควบคุมยังคงเป็นแบบเดิม ภายใต้กฎระเบียบของ IMF รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศสวิฟต์

แต่การเพิ่มขึ้นของเงิน Crypto Currencies โดยเฉพาะชนิดที่ไม่มีทุนสำรองหนุนหลัง ทำให้ปริมาณเงินของโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมีผลทำให้ดีมานด์ในสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อประเทศที่ฟื้นตัวเร็วกว่า ขณะเดียวกันก็จะเป็นแหล่งของการเก็งกำไรที่แมลงเม่ามีโอกาสหมดตัวได้หรือการลักลอบนำเข้าในลักษณะต่างๆ

ที่สำคัญคือ เงินคริปโตจะมีผลกระทบต่อค่าเงินสกุลหลัก โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะความต้องการเงินดอลลาร์จะลดลงในขณะที่สหรัฐฯได้ปล่อยเงินออกมาจำนวนมาก จากนโยบาย QE

ยิ่งจีน รัสเซีย และกลุ่ม SCO ทำการด้อยค่าเงินดอลลาร์ด้วยการเทขาย ทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ และจะถูกซ้ำเติมจากการเก็งกำไร ประกอบกับความอ่อนแอของเปโตรดอลลาร์ เพราะอนาคตของน้ำมันจากฟอสซิล มีแต่ลดลง ค่าดอลลาร์จึงมีแนวโน้มลดลงแน่

ดังนั้นสิ่งที่สหรัฐฯจะต้องรีบเร่งดำเนินการคือการดึงเงินดอลลาร์กลับ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดย FED แต่ผลที่จะเกิดขึ้นในประเทศ คือ อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลเสียต่อการส่งออกของสหรัฐฯ

หากสหรัฐฯไม่ดูดปริมาณเงินกลับเข้าไปสถาบันการเงิน นั่นก็จะทำให้สหรัฐฯจะยิ่งขาดดุลการค้า และวงจรเงินไหลออกก็จะเกิดซ้ำอีก อนึ่งการดึงเงินกลับก็จะต้องขายพันธบัตร ซึ่งจะทำให้พันธบัตรของรัฐบาลด้อยค่าลงอีก ซึ่งก็จะกระเทือนถึงสถานะทางการเงินของรัฐบาลและ FED ที่ถือพันธบัตรไปจำนวนมาก

ประการสุดท้ายหากดอลลาร์มีอันเป็นไป อาจนำมาสู่การล่มสลายของระบบการเงินโลก นั่นคือ IMF ซึ่งที่ผ่านมาเอื้อต่อประโยชน์ของตะวันตก ทำให้หลายประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีอำนาจเข้าเป็นกรรมการอย่างจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย ไม่พอใจ และต้องการให้มีการปฏิรูป IMF ให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย และต้องมาตกลงร่วมกันในการควบคุมปริมาณเงิน Crypto Currencies เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow