ตำแหน่งของคุณ Home ต่างประเทศ

“โควิด”เติม“เชื้อไฟม็อบ”

Photo : Getty Images

ต้องยอมรับว่า “โควิด-19” เป็นเชื้อไวรัสที่มีความร้ายเหลือ

เพราะนอกจากพ่นพิษร้ายด้านสุขภาพ สั่นคลอนระบบสาธารณสุข ประเทศต่างๆ ทั่วโลก จนผู้คนล้มป่วยรวมแล้วมากกว่า 205 ล้านคนแล้ว ในจำนวนนี้ก็ถูกโควิดปลิดชีพไปแล้วกว่า 4.3 ล้านคน ชนิดที่หลายประเทศระบบสาธารณสุขแทบจะล่มสลายกันไปเลยก็มี

พร้อมกันนี้ ไวรัสโควิด-19 ยังเขย่าภาคส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ ที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าและปากท้องของพี่น้องประชาชนกันโดย รวมไปถึงสภาพสังคมความเป็นอยู่ของพลเมืองโลก ที่จำต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อช่วงก่อนหน้าการแพร่ะชระบาดของไวรัสร้าย

ใช่แต่เท่านั้น ไวรัสมรณะยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ผู้คนในหลายภูมิภาคของโลกเรา ให้ตึงเครียด ถึงขนาดจุดพลุปลุกกระแสให้เกิดการชุมนุมประท้วง หรือปรากฏการณ์ม็อบ ลงถนน เพื่อต่อต้านรัฐบาลประเทศนั้นๆ ได้ง่ายๆ

โดย “วารสารวิทยาศาสตร์จิตวิทยา” เปิดเผยในฉบับล่าสุด เมื่อสัปดาห์นี้ หลังคณะนักวิจัยจาก “สถาบันวิจัยสันติภาพ” หรือ “พีอาร์ไอ” ในกรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจาก “มหาวิทยาลัยออร์ฮุส” เมืองออร์ฮุส ประเทศเดนมาร์ก ศึกษาเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อผลกระทบด้านจิตใจ จนส่งผลให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป และอเมริกา ตลอดช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่โรคร้ายเกิดการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ ในวารสารดังกล่าว ยังระบุถึงชื่อประเทศที่คณะนักวิจัยเหล่านี้เข้าไปศึกษาหาข้อมูล เช่น สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก อิตาลี และฮังการี เป็นต้น ซึ่งบรรดาประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่แม้ได้ชื่อว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ปรากฏว่า เผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19อย่างหนัก จนมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และผู้ป่วยที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า โรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่นี้ ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้คนประเทศต่างๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคร้ายนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง จนทำให้ผู้คนที่นอกจากเกิดความเครียด จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคแล้ว อารมณ์ที่ขึ้งเครียดก็ยังมาจากถูกบังคับจากการที่ทางการดำเนินมาตรการต่างๆ อันเข้มงวด เพื่อควบคุมโรค ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้สวมหน้ากากอนามัย การบังคับให้เว้นระยะห่างทางสังคม หรือโซเชียลดิสแทนซิง ตลอดจนการปิดพื้นที่ หรือล็อกดาวน์ รวมไปถึงการกำหนดเวลาออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเป็นอยู่เมื่อช่วงก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโรคโควิด

เมื่ออารมณ์ขึ้งเครียดเกิดขึ้นหนักๆ เข้า ก็จะกลายเป็นความไม่พอใจอย่างรุนแรง หรือโกรธแค้น ที่มีไปถึงทางการ ก่อให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลในเวลาต่อมา ถึงขนาดแสดงออกผ่านการชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลประสบความล้มเหลวในการรับมือกับการแพร่ระบาด จนส่งผลให้มีผู้ป่วยติดเชื้อ และผู้ป่วยที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สร้างความสลดหดหู่ให้แก่อารมณ์ของผู้คน

โดยอารมณ์ไม่พอใจ จนลามไปสู่ความโกรธแค้นที่มีต่อรัฐบาลในลักษณะนี้ ก็เพิ่มปะทุความร้อนแรงได้ง่ายขึ้น หากรัฐบาล หรือทางการ มีปัญหาเรื่องอื่นๆ เข้ามาผสม แม้ว่าปัญหาเรื่องต่างๆ ที่ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิดก็มี

ดังเช่น ปรากฏการณ์ม็อบเรื่องสีผิวในสหรัฐฯ จากกรณีที่ตำรวจผิวขาวสังหารนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งเป็นผิวสี ในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ที่ก่อให้เกิดกระแสการชุมนุมประท้วงไปในพื้นที่หลายสิบรัฐ เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการจัดการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าไปผสมโรงด้วย

นอกจากนี้ ก็ยังมีเหตุชุมนุมประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศฮังการี ที่ปรากฏว่า ชาวฮังการีที่ไม่พอใจการบริหารจัดการกับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของรัฐบาลบูดาเปสต์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้ออกมาลงถนนประท้วงต่อกรณีที่รัฐบาลของประธานาธิบดีวิคเตอร์ ออร์แบน ทำตัวใกล้ชิดกับทางการปักกิ่ง รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ จนเกินไป ถึงขนาดเปิดไฟเขียว อนุญาตให้จีนเข้ามาตั้งสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยถึงในถิ่นฮังการี ส่งผลให้ประชาชนชาวฮังการี พากันลงถนน จัดการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของนายออร์แบน เป็นอาทิ

เหล่าคณะนักวิจัยยังพบด้วยว่า การชุมนุมประท้วงของประชาชน เพื่อต่อต้านรัฐบาลในประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีความรุนแรง จนลุกลามบานปลายถึงขั้นกลายเป็นจลาจลกันไปเลยก็มี นอกเหนือจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนแล้ว เช่น ม็อบผิวสีจากกรณีจอร์จ ฟลอยด์ เป็นต้น ซึ่งในการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยประการหนึ่ง มาจากอารมณ์อันขึ้งเครียดเพราะความไม่พอใจเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เข้าไปผสมโรง เติมเชื้อไฟ โหมความรุนแรงให้บังเกิด

เมื่อวิกฤติโรคระบาดโควิด ได้กลายเป็นปัจจัยบั่นทอนเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐอย่างที่เป็นอยู่นี้ เหล่าคณะนักวิจัยก็ระบุว่า ถือเป็นโจทย์ใหญ่แก่ทางการ หรือฝ่ายรัฐว่า จะซ่อมแซมฟื้นฟูความสัมพันธ์ดังกล่าว จะดำเนินการกันอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคร้ายในเวลานี้

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม